ACADEMUAN | ตอนที่ 5 "Setting"



ในเรื่องเล่าทุกเรื่องมันจะต้องมีที่เกิดเหตุ ซึ่งที่เกิดเหตุนั้นเองเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของตัวละคร แรงจูงใจ ปมขัดแย้ง จนไปถึงเฉลยเรื่องราวทั้งหมด มันสำคัญขนาดนั้นคงไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นสถานที่เราเรียกฉากหลังนั้นว่า Setting หรือ World ก็มี



"Setting" คือพื้นที่และเวลาที่ผู้ประพันธ์สร้างขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่อง มันจะเป็นห้วงเวลาจริงๆในประวัติศาสตร์ หรือพื้นที่สมมติขึ้นมาก็ได้ องค์ประกอบหลักของ Setting ก็มีดังต่อไปนี้


1.Geographic Location พื้นที่ภูมิศาสตร์ พื้นที่บนโลกสมมติขนาดใหญ่ที่เป็นโลกทั้งโลกของมัน ยกตัวอย่าง Middle Earth , โลกใน Harry Potter, ภูมิภาคอุษาคเณย์ใน ตำนานสมเด็จพระนเรศวร


2.Physical Location สถานที่ทางกายภาพ คือสถานที่ที่ตัวละครเราอยู่ในนั้น อย่างเช่นโรงเรียน เมือง Hobbit , Hockward , ราชวังอโยธยา คำว่าภายภาพคือสิ่งที่เราต้องบรรยายให้คนดูเห็นหากเป็นนิยายก็เพื่อสร้างจินตภาพขึ้นในหัวของคนอ่าน ถ้าเป็นหนัง คือสิ่งที่ Production จะนำเสนอสู่สายตาคนดู


3.Physical Environment สภาพแวดล้อมทางกายภาพ คือบรรยากาศทางธรรมชาติที่ห่อหุ้มโลกที่สร้างขึ้นไว้ อย่างเช่น เมือง Hobbit เราจะเห็นท้องฟ้าแจ่มใสทั้งวันมีดอกไม้ผลิบาน, โลกใน Harry Potter ก็เป็นอังกฤษที่ฟ้าฝนขมุกขมัวอยู่ตลอดเวลา ราวกับซ่อนความลับไว้ , ในตำนานสมเด็จฯ เราจะเห็นความแห้งแล้ง และความชื้นแฉะของภูมิภาคนี้ จะกล่าวได้อีกอย่างคือมันกำหนดโทนสีของตัวหนังที่จะสะท้อนถึงอารมณ์ของเรื่องทั้งหมด


4.Time Period ห้วงเวลา ก็คือช่วงเวลาที่เหตุการณ์ในเรื่องที่เรากำหนด ห้วงเวลากำหนดความเชื่อและตรรกะของตัวละคร เช่นใน Middle Earth อยู่ในยุคสมัยที่มนุษย์ เอลฟ์ ยักษ์ อยู่ในโลกด้วยกัน สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้นการสู้รบก็กระทำด้วยมนต์คาถา เช่นเดียวกับ Harry Potter ที่แม้โลกมักเกิ้ลจะเป็นยุค 1991 แต่ในโลกเวทย์มนต์ยังเป็นยุคโบราณก็ต้องสู้รบกันด้วยเวทย์มนต์ และตำนานสมเด็จฯ สมัยนั้นคงไม่มีใครส่งสาส์นท้ารบหรือยอมแพ้เป็นไลน์ ยังคงใช้ม้าเร็ว ซึ่งถ้ามี พระสุพรรณกัลยาคงไม่ตายและสงครามหลาย ๆ ครั้งก็คงไม่เกิด


5.Social and cultural Environment สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างโลก เมื่อเราสร้างสังคม สร้างวัฒนธรรมความเชื่อในโลกนั้น แน่นอนว่ามันจะบีบให้ตัวละครของเราตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างหากเขาไม่ชอบมัน หรือรักในโลกนี้จนยอมตายได้เพื่อปกป้องมัน อย่างเช่นใน The Lord พวกฮอบบิท เสี่ยงชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อปกป้องบ้านเกิดเมืองนอน, Harry Potter ที่แค่ต้องการค้นหาความจริงของครอบครัวตัวเอง กลายเป็นเปิดโปงในสิ่งที่ใหญ่โตมาก ๆ เนื่องจาก Hockward กุมความลับไว้เยอะเกินไป และสมเด็จพระนเรศที่ลุกขึ้นมาประกาศเอกราช เพราะถูกกดขี่โดยวัฒนธรรมของหงสาวดี



ทีนี้ก็ลองนึกดูว่าเราอธิบายการสร้างโลกในหนังเรื่องโปรดของเราได้ไหม แล้วสังเกตุความเชื่อมโยงระหว่างตัวละครกับสถานที่ดู จะเห็นว่ามันมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก แต่ทีนี้พอมาถึงงานของเรา จะมีเทคนิคในการเลือก Setting ยังไงดี


Setting คือ ภาพแรกของหนังการเลือก Setting ก็คือการปูทางสำหรับหนังของเราทั้งเรื่องแล้ว ดังนั้นวิธีการคิดการเลือกมันก็ต้องมีหลักการ จะขอแนะนำดังต่อไปนี้


1. เฉพาะเจาะจง vs ไม่กำหนด มันก็มีประเภท Setting แบบ No Time No Place เหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบนความว่างเปล่า แค่ไม่จำเพาะเจาะจงว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ในยุคไหน เช่น Her คือรู้ว่าเป็นอนาคต แต่ไม่รู้ว่าปีอะไรและเมืองไหน หรือ The Witch ที่รู้ว่าอยู่ในอดีตและอาจจะเป็นเมืองหนึ่งในเมกายุคนั้น แต่หนังไปเล่าเรื่องตัวละครที่พยายามตั้งรกรากในเมืองหนึ่งและต้องการได้รับการยอมรับจากสังคมที่นั่น

การเลือกว่าจะจำเพาะเจาะจงหรือไม่ก็ต้องพิจารณาว่ามันมีผลแค่ไหนกับตัวละคร แต่ที่แน่ๆ มันมีผลกับงานสร้างแน่นอน สมมติว่าเราอยากทำซีรี่ส์ Y ในโลกอนาคตอีก 200 ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้ส่งผลอะไรกับ Plot เลยเราก็คงเลือกที่จะทำอะไรที่ง่ายกว่านี้หรือเปล่า


2. จริง vs มโน ความจริงหรือมโนมีผลต่อตรรกะของเรื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากทำหนังประวัติศาสตร์แบบพระนเรศ ก็ต้องอิงความจริง และการกระทำผลต่างๆก็ไม่ส่งผลต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หรือ Harry Potter ก็คือสถานทีมโนทั้งหมด คุณจะจินตนาการอะไรก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆ เช่นงานของ Tarantino ใน Inglorious Bastard ที่ฮิตเลอร์ตายในโรงหนัง และ Once upon a time in Hollywood ที่ตอนจบภรรยาของ Roman Palansky ไม่ตาย และพอถึง Moment นั้นเราจึง Realize ได้ว่าที่ตั้งต้นมาเป็น Imaginary นี่หว่า แบบนี้ก็ไม่ผิดอะไรเพราะหนังก็คือหนัง ผู้กำกับมีเจตนาเล่าเรื่องไปแบบนี้เพื่องานของเขา


3. สร้าง Setting ให้เหมาะกับ Action ทำไม Spiderman อยู่ในเมืองที่มีตึกสูง ทำไมโฟรโด้ต้องเอาแหวนไปทิ้งที่ภูเขาไฟ ทำไมเจมส์บอนด์ต้องไล่ล่าคนร้ายไปทั่วโลก งั้นลองคิดดูว่าถ้าไม่เป็นแบบนั้น Spiderman อยู่ในเมืองเล็กๆทางตอนกลางของเมกา เค้าจะเอาใยไปพ่นปีนป่ายที่ไหน ถ้าโฟรโด้เอาแหวนไปทิ้งที่สวนหลังบ้านก็ได้ เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ทั้งหลายก็คงไม่เกิดขึ้น และฉากจบคงน่าอดสู แล้วถ้าเจมส์บอนด์ไล่ล่าตัวร้ายแค่ในซอยเดียว มันคงไม่สมกับความเป็นสายลับระดับโลกที่ปกป้องจากวายร้ายผู้ต้องการทำลายโลก


4. เลือก Setting ให้เหมาะกับการพัฒนาตัวละคร ลองนึกดูว่าเราเปิดเรื่องในสลัมอันชื้นแฉะ ฝนตกพรำ มีหนูกรูกันขึ้นมาจากท่อแบบ Parasite เราก็น่าจะรู้แล้วว่าตัวละครที่อยู่ในนี้คงอยากจะหนีไปให้พ้น ๆ เช่นเดียวกับเราเห็นโลกอันแฮปปี้ดีงามของเหล่า Hobbit คงจะคาดเดาได้ว่าสักพักคงจะมีใครมาแจ้งข่าวร้ายว่าเมืองนี้จะฉิบหายแล้วทุกคนต้องช่วยกันปกป้อง


5. Research your setting ถ้าโลกที่คุณสร้างเป็นโลกจริง ต้องหาข้อมูลให้เยอะที่สุด ถ้าพูดถึงสงครามเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น สมัยนี้มีคนพร้อมหาข้อมูลมาหักล้างกันง่าย ๆ ต้องระวังให้ดี



 

ทีนี้ก็ขอให้สนุกกับการสร้างโลกใหม่ๆของคุณนะครับ ยังไงลองเขียนมาเล่าในคอมเม้นก็ได้ว่าโลกของคุณนั้นน่าสนุกแค่ไหน พอเราพูดเรื่องกรอบที่เป็นนามธรรมแล้ว ยังมีกรอบในรูปแบบของนามธรรมที่จะช่วยขัดเกลาเรื่องเล่าของคุณให้มีคุณค่าขึ้นมาอีก สิ่งนั้นจะเป็นอะไรไปติดตามกันต่อได้เลย

31 views0 comments

Studio Commuan.com

  • Facebook
  • YouTube
  • Instagram